สารปกป้องผิว กันแดด ที่ดีต้องเลือกให้ดีและให้เหมาะกับผิว

สารปกป้องผิว กันแดด ที่ดีต้องเลือกให้ดีและให้เหมาะกับผิว

สำหรับสาวๆ ที่รักการแต่งหน้า ต้องปกป้องผิวหน้า ไม่ให้ถูกทำลายจนเกิดปัญหาผิวตามมากวนใจ สารปกป้องผิว กันแดด ที่ดีเราต้องต้องใส่อ่านฉลากผลิภัณฑ์ก่อนเลือกซื้อทุกครั้ง หากพบปัญหาผลิตภัณฑ์กันแดดไม่เข้ากันกับรองพื้นหรือแป้งแต่งหน้า หน้าผิวของคุณอาจทำให้ผิวหน้าของคุณบอบาง เกิดการระคายเคืองง่าย จนกลายเป็นคนผิวแพ้ง่าย

อากาศร้อนในเมืองร้อนแบบประเทศไทย ครีมกันแดดที่มักจะถูกใจผู้คนส่วนมาก ก็จะเป็นครีมกันแดดติดทนนานที่ไม่ว่าจะเจอเหงื่อ เจอน้ำ เจอฝน ก็ยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยปกป้องผิวได้เต็ม ๆ แม้จะเหงื่อไหลเป็นสาย ไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีส่วนผสมสำคัญอะไรในครีมกันแดดติดทนนานเหล่านี้บ้าง!

สารปกป้องผิว กันแดด

วิธีเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่ดีควรปกป้องผิว

  1. เลือกผลิตภัณฑ์ที่ปกป้องผิวจากรังสียูวีจากแสงแดด

แสงยูวีที่จะก่ออันตรายต่อผิวหนังจะประกอบด้วยรังสี UVA I และ UVA II มีอำนาจทะลุทะลวงสูงเข้าสู่ชั้นหนังแท้ ทำให้เกิดการทำลายคอลลาเจนซึ่งเป็นสาเหตุหลักของรอยย่น ความหย่อนคล้อย กระ และมะเร็งผิวหนัง โดยที่รังสี UVA I หรือ Long UVA มีอำนาจทะลุทะลวงสูงที่สุด  ส่วนรังสี UVB มีอำนาจทะลุทะลวงผิวหนังน้อยกว่า จึงเข้าสู่ชั้นหนังกำพร้าทำให้เกิดฝ้า ผิวคล้ำ ผิวไหม้จากแดด (sunburn )

Sunscreen หรือสารกันแดดที่ผสมในผลิตภัณฑ์ แบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ตามคุณสมบัติคือ

  • Physical Sunscreen สารกันแดดแบบฟิสิคัล ทำหน้าที่เหมือนเป็นกระจกเงาสะท้อนหรือหักเหรังสี UV ออกไปจากผิว สารในกลุ่มนี้มีอยู่สองตัวคือ Titanium Dioxide และ Zinc Oxide (ปกป้องผิวจากรังสี UVA-I,UVA-II,UVB ได้)
  • Chemical Sunscreen สารกันแดดแบบเคมีคัล ทำหน้าที่ดูดซับรังสีไม่ให้ทะลุผ่านไปยังผิวหนังได้ เป็นสารกันแดดที่พบได้ทั่วไป (ปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้ทุกตัว แต่การปกป้องจากรังสี UVA-I, UVA-II แตกต่างกันไป)
  • Hybrid Sunscreen สารกันแดดแบบผสม มีคุณสมบัติทั้งสะท้อนและดูดซับรังสีในตัวเอง เช่น Bis-Benzotriazolyl Tetramethylbutylphenol หรือ Tinosorb M (ปกป้องผิวจากรังสี UVA-I,UVA-II, UVB ได้)

 

2. เลือกค่าการปกป้องผิว ที่มี SPF / PA+++

SPF ตัวช่วยสำคัญในบ่งบอกประสิทธิภาพการป้องกันผิวจากแสงแดด

เคยสังเกตกันไหมว่าบนคำว่า SPF ที่อยู่บนขวดครีมกันแดดทั่ว ๆ ไปนั้นมีความหมายว่าอย่างไร? SPF ก็คือเกณฑ์ในการวัดประสิทธิภาพการกันแดดของสารกันแดดที่เป็นส่วนผสมสำคัญของเหล่าครีมกันแดดติดทนนานต่าง ๆ นั่นเอง ส่วนตัวเลขที่ตามหลัง SPF ก็คือจำนวนเท่าของการปกป้องแสงแดดให้กับผิวเรา เช่น SPF 15 หมายความว่าครีมกันแดดตัวนั้นจะสามารถป้องกันแดดให้กับผิวเราได้ยาวนานถึง 15×20 = 300 นาที หรือ 5 ชั่วโมงนั่นเอง นั่นหมายความว่าเหล่าครีมกันแดดติดทนนานทั้งหลาย มักจะเป็นครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง เพราะสามารถช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้ยาวนานมากยิ่งขึ้น

มาตรฐานทั่วโลกที่ใช้วัดค่าการป้องกันรังสี UVB คือ SPF (Sun Protection Factor)

  • ค่า SPF 30 หากกล่าวแบบง่ายๆ หมายถึงผลิตภัณฑ์ตัวนั้นสามารถป้องกันรังสี UVB ได้มากกว่าปกติ 30 เท่า สมมติถ้าเราไปตากแดด 15 นาทีผิวถึงจะเริ่มไหม้แสบแดง การที่ทา Sunscreen ที่มี SPF 30 ก็จะอยู่กลางแดดได้นานขึ้นอีก 30 เท่า นั่นก็คือ 450 นาที (15 x 30 = 450) หรือประมาณ 7 ชั่วโมง หากเราเราอยู่กลางแดดนานเกินกว่านี้ก็ควรทาซ้ำ
  • สิ่งที่ควรทราบคือ เราต้องใช้ผลิตภัณฑ์ ในปริมาณ 1/2 ช้อนชา ทาให้ทั่วใบหน้าหรือลำคอเพื่อที่จะได้ค่า SPF ตามที่ระบุเอาไว้บนฉลาก (ส่วนตามร่างกายประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะสำหรับแขนและขา)
  • ที่ SPF 30 ป้องกันรังสี UVB ได้ 97% ในขณะที่ SPF มากกว่า 50 ป้องกันได้ 98% ซึ่งแตกต่างกันเพียง 1% จึงอาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้ครีมกันแดดที่มี SPF สูงๆ และในเมืองไทยอนุญาตให้เคลมได้ที่ SPF50 หากมากกว่านั้น ผลิตภัณฑ์จะระบุว่า SPF50+
  • สำหรับแดดที่ร้อนระอุในเมืองไทย และ UV Index แรงขนาดนี้ แนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มี SPF มากกว่า 30 ขึ้นไป

PA สารปกป้องแสง UVA ส่วนผสมสำคัญของครีมกันแดดติดทนนาน

อีกหนึ่งตัวหนังสือที่มักจะพบเจอประจำบนขวดของครีมกันแดดต่าง ๆ ก็คือ PA นั่นเอง ซึ่งย่อมาจากคำว่า Protection Grade of UVA ซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่ป้องกันรังสี UVA ให้กับผิว ซึ่งมีด้วยกัน 3 ระดับ ได้แก่

  • PA+ หมายถึงป้องกันรังสี UVA ได้ 1-3 เท่า
  • PA++ หมายถึงป้องกันรังสี UVA ได้ 4-5 เท่า
  • PA+++ หมายถึงป้องกันรังสี UVA ได้ 6-8 เท่า

ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานสากลในการวัดค่าการป้องกัน UVA ที่พบได้บ่อยเราจะเห็นมี PPD กับ PA (+) แต่สำหรับแดดเมืองไทย ควรเลือกที่ PA มากกว่าหรือเท่ากับ 3+ ( PA+++, PA++++) ในปัจจุบัน นับเป็นความโชคดีที่ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงแก้ปัญหาของผลิตภัณฑ์ กันแดด ที่ผ่านมา จนเริ่มเป็นที่ยอมรับและใช้กันแพร่หลายมากขึ้น

ผิวแพ้ง่าย วิธีการเลือกครีมกันแดด ให้ปลอดภัยต่อผิว

  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารกันแดดอย่าง Zinc Oxide และ Titanium Dioxide ( กลุ่ม Physical Sunscreen) เพราะไม่ตกค้างหรือดูดซึมสู่ผิว และอุดตันรูขุมขนน้อย
  • เลี่ยงน้ำหอม Fragrance Oil โดยเฉพาะน้ำมันจากลาเวนเดอร์ (Lavender oil) น้ำมันจากพืชตระกูลส้ม มะนาว มะกรูด (Citrus Oil) เพราะทำให้ผิวระคายเคืองง่าย เมื่อโดนแดด ทางที่ดีมองหาสูตรปราศจากน้ำหอมที่บอกว่า Fragrance Free หรือ Perfume Free ดีที่สุด
  • เลี่ยงสูตรที่ผสมแอลกอฮอล์ (Alcohol) เพราะสามารถก่อให้เกิดอนุมูลอิสระกับผิวได้ และก่อให้เกิดความระคายเคืองได้ในผิวแพ้ง่าย
  • เลือกเนื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว ในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์กันแดดนั้นมีอยู่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Cream, Lotion, Gel , Spray ถ้าคนผิวหน้ามันง่ายควรเลือกสูตร Gel หรือ Spray แต่ถ้าจะมีกิจกรรมทางน้ำเลือกแบบครีมเข้มข้นจะเหมาะกว่า เพราะแบบอื่นๆ จะไม่เสถียรและหลุดง่าย แม้ว่าจะเคลมว่ากันน้ำได้ดี
  • ผลิตภัณฑ์กันแดด ห้ามแช่เย็น เพราะการแช่เย็น จะทำให้ประสิทธิภาพการกันแดดของสารกันแดดกลุ่มเคมีคัล (Chemical Sunscreen) ลดลง เนื่องจากเกิดการตกผลึกของสารกันแดดแยกชั้นออกจากส่วนผสม แนะนำให้เก็บในอุณหภูมิห้องที่ไม่ร้อน หลีกเลี่ยงแสงแดดในบริเวณที่เก็บ หากหมดอายุควรทิ้ง อย่าเสียดาย

ในปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ กันแดด ที่ผสมสารปรับสีผิวให้กระจ่างใส หรือสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันริ้วรอยก่อนวัย ใครที่อยากมีผิวกระจ่างใส ผิวหน้าเด้งไปนานๆ พร้อมปกป้องผิวจากแสงแดดก็สามารถเลือกได้ แนะนำให้ซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดขนาดเล็กมาทดลองก่อน เพื่อหายี่ห้อที่เหมาะสมกับเครื่องสำอางที่เรามี

เราควรทาผลิตภัณฑ์กันแดดก่อนออกจากบ้านอย่างน้อย 30 นาที กันแดด รับซัมเมอร์ กับแสงแดดของเมืองไทยเพื่อให้สารกันแดดชนิดเคมีคัลเซตตัวกับผิวก็สามารถออกแดดได้เลย สิ่งที่ควรทำไปควบคู่กันไป คือการเลี่ยงแดดในช่วง 11.00-13.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของรังสี UV มากที่สุดทำลายผิวขขั้นรุนแรงนะค่ะ


กันแดด กันดะ มีวางจำหน่ายแล้วทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลและเลือกซื้อสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/pg/kandabeauty.company/
website : Kandabeauty.com